รู้ทัน กับ ไอบีเอส โรค“ลําไส้ปั่นป่วน”


กลุ่มอาการไอบีเอส Irritable Bowel Syndrome (IBS) ไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะผิดปกติของการทำงานในระบบทางเดินอาหาร เช่น ทำงานเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ หรือไม่ทำงาน ผู้ที่เป็นไอบีเอส มักจะมีอาการไม่สบายท้องหรือปวดท้อง ตะคริวท้อง ท้องอืด ผายลม ท้องเสีย และ/หรือท้องผูก เป็นประจำ

สาเหตุของการเกิดไอบีเอส
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดไอบีเอส แต่พบว่าลำไส้ของผู้ที่เป็นไอบีเอสจะมีความไวของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อมากเกิน กล้ามเนื้ออาจหดมากเกินไปเวลารับประทานอาหาร การหดตัวที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อ เป็นสาเหตุให้เกิดอาการตะคริวท้องและท้องเสีย หรือการที่เส้นประสาทที่มีการทำงานที่ไวเกิน ทำให้เกิดอาการปวดตึงท้อง หรืออาการตะคริวท้องหลังรับประทานอาหาร ผู้ที่เป็นไอบีเอสจะมีอาการปวดท้อง แต่ไม่มีความเสียหายของลำไส้หรือส่วนใดของทางเดินอาหาร

อาการ
อาการที่พบมาก ได้แก่ อาการปวดท้อง รู้สึกไม่สบายท้อง มักจะเป็นๆ หายๆ ระบุตำแหน่งยาก แต่มักเด่นในช่องท้องส่วนล่างมากกว่าส่วนบน มีอาการท้องเดินเรื้อรัง หรือท้องผูก หรือมีอาการท้องเดินสลับท้องผูกเป็นประจำ และที่สำคัญคืออาการปวดท้องที่เกิดขึ้นจะดีขึ้นเมื่อได้ขับถ่ายอุจจาระ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ อุจจาระมีเมือกสีขาวปะปน ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวของลำไส้ตลอดเวลา ในผู้หญิงที่เป็นไอบีเอสอาจมีอาการคล้ายกับช่วงที่มีประจำเดือน

การวินิจฉัยโรค
แพทย์จะสอบถามอาการจำเพาะโดยใช้คำถามจำเพาะ ซึ่งเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยเพื่อช่วยให้การวินิจฉัยถูกต้องมากขึ้น คนไข้อาจได้รับการทดสอบทางการแพทย์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าท่านไม่เป็นโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน เช่น การตรวจอุจจาระ การเอกซเรย์ร่วมกับการสวนแบเรี่ยมเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ การส่องกล้องตรวจลำไส้ เป็นต้น

การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาภาวะไอบีเอสให้หายขาด การใช้ยาเป็นเพียงการบรรเทาตามอาการเท่านั้น และผู้ที่เป็นไอบีเอสควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน และลดความเครียดร่วมด้วย ได้แก่


1. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจทำให้อาการไอบีเอสเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ อาหารมัน อาหารทอด เช่น มันฝรั่งทอด นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น เนย ไอศกรีม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (เช่น สุรา เบียร์) เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน (เช่น กาแฟ) เครื่องดื่มอัดลม (เช่น โซดา น้ำอัดลม)
2. ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่อาจทำให้อาการไอบีเอสดีขึ้น ได้แก่ อาหารที่ประกอบด้วยไฟเบอร์ เนื่องจากไฟเบอร์อาจลดอาการท้องผูกจากไอบีเอส เนื่องจากทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยไอบีเอสบางรายที่มีระบบประสาทบริเวณลำไส้ไวเกิน อาจมีอาการไม่สบายท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อรับประทานอาหารจำพวกไฟเบอร์ ไฟเบอร์พบได้มากในธัญพืช ถั่ว ผัก และผลไม้ ในผู้ที่เป็นไอบีเอสบางรายแพทย์อาจให้รับประทานไฟเบอร์ชนิดเม็ด หรือไฟเบอร์ชนิดผงสำหรับผสมน้ำ

3. ผู้ที่เป็นไอบีเอส ควรทำรายการอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงด้วยตนเอง โดยคอยสังเกตว่าเมื่อรับประทานอะไรแล้วทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องมากขึ้น และอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

4. ควรรับประทานอาหาร โดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ประมาณ 4-5 มื้อต่อวัน แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ เนื่องจากการรับประทานอาหารปริมาณมากใน 1 มื้อ อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการตะคริวท้อง ท้องเดิน

5. การใช้ยา แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น
ยาระบายเพื่อรักษาอาการท้องผูก เช่น ไฟเบอร์ชนิดผงสำหรับน้ำรับประทาน

ยาต้านการเกร็งของลำไส้ เพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง นิยมเรียกกันว่า antispasmodic agents ยาจะไปออกฤทธิ์ให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัว ลดการบีบเกร็ง ทำให้ลำไส้ผู้ป่วยกลับมาทำงานปกติ ซึ่งยาแก้ปวดท้องในกลุ่ม antispasmodic แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ได้เป็น 2 กลุ่ม

1. ออกฤทธิ์ผ่านกลไก anticholinergic เป็นหลัก เช่น ตัวยา hyoscine, dicyclomine, atropine กลุ่มนี้จะมีข้อเสียเรื่องอาการข้างเคียง เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ใจสั่น มึนงง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก

2. ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ เช่น ตัวยา alverine, pinaverium, mebeverine ซึ่งไม่มีอาการข้างเคียงเหมือนกลุ่มข้างต้น นอกจากนี้ปัจจุบันมีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาสูตรผสมระหว่าง antispasmodic ร่วมกับตัวยา simethicone เช่น ยา alverine 60 mg/simethicone 300 mg พบว่าการใช้ยาสูตรผสม ช่วยลดอาการปวดท้อง และท้องอืด ไม่สบายท้อง ได้ในเวลาเดียวกันในผู้ป่วยไอบีเอส และลดปัญหาการต้องรับประทานยาหลายตัว

ยาแก้ซึมเศร้าในขนาดต่ำ อาจใช้ในผู้ป่วยไอบีเอสบางราย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นไอบีเอสรู้สึกสบาย ลดการรับรู้ความรู้สึกจากเส้นประสาทส่วนปลาย เมื่อมีอาการไม่สบายท้อง ปวดท้อง หรือมีอาการต่างๆ จากภาวะไอบีเอส
6. ทำจิตใจให้เบิกบาน และลดความเครียด ทั้งนี้อารมณ์เครียดไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไอบีเอส แต่ผู้ที่เป็นไอบีเอสอาจมีการทำงานของลำไส้ที่มากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียด และความเครียดที่เกิดขึ้นทำให้ภาวะอาการที่เป็นอยู่เป็นมากขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นไอบีเอสควรทำให้จิตใจเบิกบาน และลดความเครียด โดยทั่วไปแพทย์จะให้ผู้ป่วยลดความเครียดโดยไม่ใช้ยา เช่น ออกกำลังกาย หรือหากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียด


แหล่งข้อมูล: ศาสตราจารย์ นายแพทย์จุมพล วิลาศรัศมี ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เครดิต: ไทยรัฐออนไลน์ (Thairath Tv)